Get Adobe Flash player

วิทยาลัยเทคนิคภาคใต้ (ยุคที่ 1)
     วิทยาลัยเทคนิคภาคใต้จัดตั้งขึ้นตามประกาศของกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2497  มีเนื้อที่ทั้งหมด 250 ไร่เศษ และมีที่ดินอยู่ที่อำเภอรัตภูมิอีกประมาณ 160 ไร่ สำหรับใช้เป็นสถานที่เรียนและฝึกงานของแผนกวิชาช่างกลเกษตร โดยเปิดรับนักศึกษาเป็นครั้งแรกในปีการศึกษา 2498 เปิดสอนครั้งแรกเมื่อวันที่          5 มิถุนายน พ.ศ. 2498 โดย ฯพณฯ พล.อ.มังกร  พรหมโยธี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในขณะนั้น เป็นผู้รับสนองนโยบายรัฐบาล มี 3 แผนกวิชา คือ ช่างก่อสร้าง  พาณิชยการ และช่างไม้ปลูกสร้าง ต่อมาได้เพิ่มการสอนในแผนกวิชาช่างยนต์ ช่างโลหะคหกรรมศาสตร์ และแผนกวิชาช่างไฟฟ้า รวมเป็น 7 แผนกวิชา   วิทยาลัยเทคนิคภาคใต้ได้ปรับปรุงทั้งการเรียนการสอน อุปกรณ์ช่วยสอนและบุคลากรให้มีสมรรถภาพดียิ่งขึ้น จนกระทั่งสามารถขยายการศึกษาให้นักศึกษาที่เรียนจบในระดับ ปวช. ได้เรียนสูงขึ้น คือเปิดสอนในระดับประกาศวิชาชีพสูงต่อจากประกาศนียบัตรวิชาชีพอีก 2 ปี ดังนั้นภายในไม่กี่ปีวิทยาลัยเทคนิคภาคใต้สงขลาได้บรรลุเป้าหมายตามโครงการของกระทรวงศึกษาธิการได้กำหนด

วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา (ยุคที่ 2)
     ในปีการศึกษา 2518 ทางรัฐบาลได้จัดตั้งวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาขึ้น ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาฉบับพิเศษ เล่มที่  92 ตอนที่ 1 ลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2518 เพื่อสนองความต้องการของนักศึกษา เพื่อจัดตั้งเป็นมหาวิทยาลัยทางด้านอาชีวศึกษา สอนในระดับปริญญาตรี มีฐานะเท่าเทียมกรมเป็นนิติบุคคล ทำการเปิดเรียนในวันที่ 1 มิถุนายน 2518 มีอธิการบดีเป็นผู้บริหารงาน ดำเนินการมาได้สองปี กระทรวงศึกษาธิการ ได้ประกาศโอนกิจการบริหารวิทยาลัยต่างๆ ในความดูแลและสังกัดกรมอาชีวศึกษามาขึ้นกับวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาในวันที่ 1 มีนาคม 2520 และประกาศเปลี่ยนชื่อของวิทยาลัยต่างๆ ในสังกัดเป็นวิทยาเขต  ขึ้นอยู่กับวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา ในวันที่ 27 กันยายน 2520 ซึ่งตั้งแต่นั้นมา วิทยาลัยเทคนิคภาคใต้ สงขลา จึงเปลี่ยนชื่อเป็น “วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา วิทยาเขตเทคนิคภาคใต้”
     วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา เป็นสถาบันการศึกษาและการวิจัยมีวัตถุประสงค์ที่จะผลิตครูอาชีวศึกษาระดับปริญญาตรีให้การศึกษาทางด้านวิชาชีพทั้งระดับต่ำกว่าปริญญาตรี และประกาศนียบัตรชั้นสูง ทำการวิจัยส่งเสริมการศึกษาทางด้านวิชาชีพและให้บริการทางด้านวิชาการแก่สังคม

สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล (ยุคที่ 3)
    ในปี 2530 กระทรวงศึกษาธิการได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานนามใหม่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามให้ว่า “สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล”  เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2531 ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่มที่ 106 ตอนที่  132 วันที่ 18 สิงหาคม 2532 และต่อมาสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ได้เปลี่ยนชื่อวิทยาเขตต่างๆ เพื่อความเหมาะสมตามประกาศของกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2532 เป็น “สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตภาคใต้”

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย  (ยุคที่ 4)
     พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ รัชกาลที่ 9 ทรงลงพระปรมาภิไธย ในพระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2548 และพระราชบัญญัติได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันอังคารที่ 18 มกราคม 2548  ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 2 เล่มที่ 122 ตอนที่ 6 ก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลขึ้นใหม่ 9 แห่ง แต่ละแห่งเกิดจากการรวมหน่วยงานเดิมของสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล  โดยมีวัตถุประสงค์ให้การศึกษา ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง 
     มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย เกิดขึ้นจากการรวมคณะและวิทยาเขตของสถาบันเทคโนโลยี    ราชมงคล ในกลุ่มภาคใต้ 5 หน่วยงานเข้าด้วยกัน มุ่งเน้นการจัดการศึกษาชั้นสูง ในการผลิตบัณฑิตวิชาชีพที่มีความสามารถในการบริหารจัดการอาชีพด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และการบริการ นอกจากนี้ยังมีนโยบาย ในการพัฒนาส่งเสริมการจัดการเรียนการสอน การวิจัย การบริการชุมชน อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน พร้อมพัฒนาบุคลากรให้ก้าวทันต่อกระแสโลกาภิวัฒน์ตามวิสัยทัศน์ และทรัพยากรที่มีอยู่อย่างโปร่งใส  ด้วยการพัฒนาอย่างมีศักยภาพและมีจุดยืนที่ชัดเจน มหาวิทยาลัยฯ จัดการเรียนการสอนเป็น 13 คณะ 3 วิทยาลัย  มีเขตพื้นที่         5 วิทยาเขต ในพื้นที่ภาคใต้ ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย  สงขลา  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช ไสใหญ่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช ทุ่งใหญ่  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช ขนอม  และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล    ศรีวิชัย วิทยาเขตตรัง โดยยึดแนวทางที่ว่า “มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย เน้นผลิตบัณฑิต นักปฏิบัติด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่คิดเป็น  ทำเป็น และใช้เป็น ที่มีคุณธรรมและจริยธรรม”